จิตรกรรม ลายรดน้ำ
ลายรดน้ำ โดยจันทนา แจ่มทิม
จิตรกรรม ลายรดน้ำ โดยจันทนา แจ่มทิม เป็นศิลปินที่ผลิตงานลายรดน้ำ สร้างสรรค์ออกมาอย่างต่อเนื่อง และมาทำความเข้าใจกับงานรักนั้นจะมาใช้ในงานศิลปะอย่างไร และมีความสำคัญอย่างไร ลายรดน้ำ เป็นงานปราณีตศิลป์ของไทยชนิดหนึ่ง จัดอยู่ในงานจิตรกรรมประเภทสีเอกรงค์ ขั้นตอนการเขียนลายรดน้ำ จะเริ่มจากการร่างแบบโดยใช้ดินสอพองเขียนบนพื้นกระดานรัก
งานลายรดน้ำจะเริ่มจากการเตรียมพื้นผิววัสดุให้พร้อมก่อน โดยใช้ยางรักสีดำๆ ทาบนแผ่นไม้ให้ทั่ว โดยจะมีตัวช่วยในการอุดร่อง และรูบนลายไม้ให้เรียบเยียนขึ้น นั่นคือสมุก
เตรียมพื้นผิวบนแผ่นไม้ ด้วยยางรัก
สมุก คือยางรักที่ผสมกับวัสดุอื่น เช่น ผงอิฐ, ถ่านใบตองแห้ง, ดินสอพอง เพื่อเพิ่มความแข็งให้กับเนื้อยางรัก ซึ่งเมื่อลงสมุกแล้ว ก็ต้องรอจนแห้ง ซึ่งวิธีที่ทำให้แห้งเร็วนั้น ก็ต้องนำเข้าไปในมุ้งที่ฉีดน้ำจนเปียกชุ่ม เพราะรักนั้นจะแห้งเร็วขึ้นเมื่อมีความชื้น เรียกวิธีนี้ว่า การบ่มรัก
เมื่อรักที่บ่มไว้แห้งแล้ว ก็นำแผ่นไม้ออกมาขัด และลงสมุกที่มีเนื้อละเอียดขึ้นในครั้งต่อไป ซึ่งก็ต้องทำซ้ำไป ซ้ำมาเป็นแบบนี้อยู่หลายรอบ จนกว่าพื้นไม้ที่ได้จะเรียบเป็นสีดำ เงางาม
ขั้นตอนการเขียนลายรดน้ำ จะเริ่มจากการร่างแบบโดยใช้ดินสอพองเขียนลายบนพื้นกระดานรัก เมื่อร่างเสร็จแล้ว ก็นำน้ำยาหรดาล ซึ่งน้ำยาหรดาลประกอบด้วย หรดาลหิน กาวกระถิน และน้ำส้มป่อย นำน้ำยาหรดาลมาค่อยๆ ระบายลงไป เติมรายละเอียดให้มากขึ้น ซึ่งส่วนนี้ภายหลังจะกลายเป้นสีดำ จากนั้นนำสำลี ทำเป็นลูกประคบ และใช้ยางรักทา วิธีนี้เรียกว่าการเช็ดรัก เมื่อเช็ดรักเรียบร้อยแล้วก็ต้องใช้สำลีสะอาดๆ ถอนรักออกมา จนเหลือยางรักติดอยู่บางๆ เท่านั้น
จากนั้นก็นำแผ่นทองคำเปลวร้อยเปอร์เซ็นต์ ติดทีละแผ่นๆ ต่อกันไปจนทั่วบริเวณที่เช็ดรักเอาไว้
เมื่อใช้น้ำลูบไปบนแผ่นทอง ส่วนที่ไม่มีน้ำยาหรดาลกันไว้ แผ่นทองก็จะติดแน่นบนพื้นรัก ส่วนบริเวณที่มีน้ำยาหรดาลอยู่ ทองคำจะละลายออกมา พร้อมกับน้ำยาหรดาลนั่นเอง จากนั้นลายก็ขึ้นมาให้เห็นอย่างชัดเจน เสน่ห์ของรายรดน้ำอยู่ในกระบวนการ การทำงาน และตัวของรายรดน้ำเอง ก็ได้ตอบสนองต่อจินตนาการได้อย่างไม่มีข้อจำกัด งานรักที่งานเช็ดรัก เช็ดลงไปเพื่อที่จะติดทอง ถ้าไม่ใช่ยางรักแท้ๆ มันจะเช็ดได้ไม่ลื่น และเส้นจะไม่คม ทองำกับเส้นจะตัดได้อย่างคมชัด
เมื่อใช้น้ำลูบไปบนแผ่นทอง ส่วนที่ไม่มีน้ำยาหรดาลกันไว้ แผ่นทองก็จะติดแน่นบนพื้นรัก ส่วนบริเวณที่มีน้ำยาหรดาลอยู่ ทองคำจะละลายออกมา พร้อมกับน้ำยาหรดาลนั่นเอง จากนั้นลายก็ขึ้นมาให้เห็นอย่างชัดเจน เสน่ห์ของรายรดน้ำอยู่ในกระบวนการ การทำงาน และตัวของรายรดน้ำเอง ก็ได้ตอบสนองต่อจินตนาการได้อย่างไม่มีข้อจำกัด งานรักที่งานเช็ดรัก เช็ดลงไปเพื่อที่จะติดทอง ถ้าไม่ใช่ยางรักแท้ๆ มันจะเช็ดได้ไม่ลื่น และเส้นจะไม่คม ทองำกับเส้นจะตัดได้อย่างคมชัด
ลายรดน้ำ เป็นงานปราณีตศิลป์ของไทยชนิดหนึ่ง จัดอยู่ในงานจิตรกรรมประเภทสีเอกรงค์ สันนิษฐานว่ามีมาตั้งแต่กรุงสุโขทัยเป็นราชธานี จากหลักฐานในจดหมายเหตุกรุงสยามและกรุงจีน ซึ่งบรรยายถึง พ่อขุนรามคำแหงทรงเจริญพระอักษรแต่งตั้งราชทูตไปเจริญสัมพันธไมตรีกับจีนโดยการเขียนพระราชสาส์นเป็นลายรดน้ำ
ลายรดน้ำ เป็นลวดลายหรือภาพ รวมไปถึงภาพประกอบลายต่าง ๆ ที่ปิดด้วยทองคำเปลวบนพื้นรัก โดยขั้นตอนการทำสุดท้ายคือการเอาน้ำรด ให้ปรากฏเป็นลวดลาย จึงกล่าวได้ว่า “ลายรดน้ำ” คือ ลายทองที่ล้างด้วยน้ำ
งานเขียนลายรดน้ำส่วนใหญ่จะเขียนประดับตามสถานที่ต่าง ๆ เช่นประตู หน้าต่าง ฝาผนัง รวมถึงเครื่องไม้ใช้สอยต่าง ๆ ด้วย
ตามหา รักแท้
ตามหา รักแท้
รายการ กบนอกกะลา ร่วมเดินทางไปบนเส้นทางสีดำ ของยางรักเพื่อตามหารักแท้ และหากไถ่ถามกับคนในแวดวงศิลปะ โดยเฉพาะศิลปะไทยแล้ว จะได้คำตอบว่ายางรักนั้น เป็นวัตถุดิบสำคัญเป็นอันดับต้นๆ ในการสร้างสรรค์งานศิลปะไทยเลยทีเดียว เราสามารถพบการใช้ยางรักได้ ในงานหลายแขนงเช่น การลงรักปิดทอง, ลงรักประดับมุก, ทำหัวโขน, เครื่องเขิน, ลายรดน้ำ ซึ่งพบได้ทั้งในงานสถาปัตยกรรมอย่าง วัดวาอาราม พระตำหนัก พระมหาปราสาท รวมถึงข้าวของเครื่องใช้ในชีวิตประจำวันอย่าง ตู้เก็บของ, เก็บหนังสือ, หีบเสื้อผ้า, ตู้พระธรรม, เครื่องดนตรี, ของชำร่วย ด้วยภูมิปัญญาของช่างโบราณ ที่สามารถนำยางไม้สีดำนี้ มาสรรค์สร้างเป็นงานศิลปะอันทรงคุณค่า ที่มิใช่เพียงความสวยงามเท่านั้น แต่มีคุณสมบัติที่สามารถป้องกันแดดกันและความชื้น ที่จะมาทำลายพื้นผิววัสดุ ช่วยยืดอายุการใช้งานได้นานนับร้อยปี จากงานงานศิลปะไทย ตามวัดและสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ ยางรักยังถูกใช้ในงานศิลปะสมัยใหม่อีกด้วย
ต้นรักนั้นอยู่ในป่า เราจึงเดินทางถางพง ตรงเข้าสู่ใจกลางป่า ไปหาต้นรักแท้ๆ กันที่จังหวัดเชียงใหม่ โดยมีชาวบ้านที่รู้จัก และเชี่ยวชาญชำนาญรักเป็นอย่างดี เคยทั้งเก็บและกรีดยางรักเป็นอาชีพ อาสาพาไปหาต้นรักที่อุทยานแห่งชาติผาแดง ซึ่งที่นั่นทำให้เราได้เห็นว่า กว่าที่จะได้ยางรักมานั้น เป็นเรื่องยากสักแค่ไหน ต้องเสียทั้งเหงื่อ และเวลาการรอคอยที่ยาวนาน ได้รู้ถึงเรื่องราวความรุ่งเรือง ของการเก็บยางรักในอดีต ที่ปัจจุบันแทบไม่มีให้เห็นแล้ว เหลือไว้เพียงรอยแผลเป็น ที่ทิ้งไว้ตามต้นรัก คอยย้ำเตือน และสะกิดแผลในใจของคนกรีดรัก ให้คิดถึงความหลังครั้งเก่า
งานรัก นั้นถูกจัดให้เป็นหมวดหมู่ในหนึ่ง งานช่างสิบหมู่ เพราะนำไปใช้ได้หลายแขนง ที่เราคุ้นตากันก็คงเป็นการใช้ยางรักสีดำๆ ทำเป็นพื้น และประดับด้วยแผ่นทองคำ ที่เรียกว่าลายรดน้ำ รักนั้นนอกจากจะช่วยให้ความสวยงามแล้ว ก็ยังช่วยเรื่องการรักษาสภาพของพื้นผิววัตถุให้แข็งแรงขึ้น ทนทานต่อความชื้นที่จะมาทำลาย และอายุการใช้งานให้นานนัยร้อยปี
ยางรักนั้นมีความสำคัญอย่างยิ่งในงานศิลปะไทยหลายๆ แขนงซึ่งหนึ่งในนั้นคือลายรดน้ำ จันทนา แจ่มทิม เป้นศิลปินที่ผลิตงานลายรดน้ำ สร้างสรรค์ออกมาอย่างต่อเนื่อง และมาทำความเข้าใจกับงานรักนั้นจะมาใช้ในงานศิลปะอย่างไร และมีความสำคัญอย่างไร
จิตรกรรม ลายรดน้ำ เสน่ห์ของลายรดน้ำก็อยู่ในกระบวนการ การทำงาน และตัวของลายรดน้ำเอง เครื่องเขิน เป็นของใช้ในครัวเรือน ชื่อเรียกภาชนะเรียกตามชื่อชนเผ่าที่ประดิษฐ์ คือไทยเขิน เป็นภาชนะที่ทาด้วยยางรัก บางคนก็เอาไปเป็นของชำร่วย
ต้นรักเป็นไม้ยืนต้นวงศ์เดียวกับมะม่วง และเป้นที่อยู่ที่อาศัยของพืชพวกอิงอาศัย นอกจากนั้นให้ร่มเงากับไม้ที่อยู่ข้างล่าง
รักแท้นั้นมีอยู่จริง เพียงแต่ว่าอาจจะหายากเกินไปสักหน่อย และถึงแม้ว่ารักแท้นั้นอาจจะไม่ใช่สีชมพูหอมหวาน เหมือนที่เราจินตนาการ แต่ว่ากลายเป็นสีดำสนิทนั้นสามารถที่จะสร้างงานศิลปะอันทรงคุณค่าไว้มากมาย สิ่งเหล่านี้คงบ่งบอกให้เราเห็นว่า รูปลักษณ์ภายนอกคงไม่ใช่สิ่งที่ช่วยชี้วัดถึงคุณค่า คงเป็นเรื่องที่น่าเสียดาย ถ้าหากว่าภูมิปัญญาในการกรีดยางรัก รวมถึงการสร้างงานศิลปะโดยใช้ยางรักนั้นถูกลดน้อยถอยลงไปเรื่อยๆ คงเป็นเรื่องของผู้ที่เกี่ยวข้องช่วยกันต่ออายุ ยืดอายุเพื่อให้ศิลปะ การใช้ยางรักในการสร้างงานศิลปะคงอยู่ต่อไป เพราะยังไงก็ต้องการความรักจากคนที่ห่วงใย และคนที่เห็นความสำคัญ
รักแท้นั้นมีอยู่จริง เพียงแต่ว่าอาจจะหายากเกินไปสักหน่อย และถึงแม้ว่ารักแท้นั้นอาจจะไม่ใช่สีชมพูหอมหวาน เหมือนที่เราจินตนาการ แต่ว่ากลายเป็นสีดำสนิทนั้นสามารถที่จะสร้างงานศิลปะอันทรงคุณค่าไว้มากมาย สิ่งเหล่านี้คงบ่งบอกให้เราเห็นว่า รูปลักษณ์ภายนอกคงไม่ใช่สิ่งที่ช่วยชี้วัดถึงคุณค่า คงเป็นเรื่องที่น่าเสียดาย ถ้าหากว่าภูมิปัญญาในการกรีดยางรัก รวมถึงการสร้างงานศิลปะโดยใช้ยางรักนั้นถูกลดน้อยถอยลงไปเรื่อยๆ คงเป็นเรื่องของผู้ที่เกี่ยวข้องช่วยกันต่ออายุ ยืดอายุเพื่อให้ศิลปะ การใช้ยางรักในการสร้างงานศิลปะคงอยู่ต่อไป เพราะยังไงก็ต้องการความรักจากคนที่ห่วงใย และคนที่เห็นความสำคัญ
ประเภทของงานแกะสลัก
ลักษณะลวดลายงานไม้แกะสลักสมัยโบราณ มักจะออกแบบลวดลายต่าง ๆ เป็นลักษณะลวดลายอันอ่อนช้อยงดงาม ยึดแบบอุดมคติตามประเพณีนิยมแบบศิลปะไทยโบราณ ซึ่งเป็นแบบลวดลายและภาพทางจิตรกรรมไทย ซึ่งมีให้เห็นตามตัวอย่าง เช่น หน้าบันโบสถ์วัดหน้าพระเมรุ ซึ่งเป็นภาพนารายณ์ทรงครุฑและมีทวยเทพห้อมล้อมเป็นศิลปะสมัยอยุธยา และตู้พระธรรมไม้จำหลัก สมัยอยุธยาที่อาคารประพาสพิพิธภัณฑ์ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร เป็นที่น่าเสียดายที่ศิลปกรรมของงานไม้สมัยกรุงศรีอยุธยาที่ต้องเสียหายไป เมื่อคราวเสียกรุงครั้งสุดท้ายเท่าที่พอยังมีเหลืออยู่ให้ศึกษากันในด้าน ฝีมือช่าง ในสมัยที่รุ่งโรจน์จนถึงขีดสุดว่ามีความงดงามเพียงใด จากสิ่งที่ยังเหลืออยู่นี้เองจึงเป็นเหมือนตำราที่ทรงคุณค่าต่อการศึกษาค้น คว้าและยึดรูปแบบเป็นแนวทางปฏิบัติของช่างในคนรุ่นหลังสืบต่อไป
งานไม้แกะสลัก นับว่าเป็นงานศิลปกรรมที่ช่างไทยทำกันมาแต่โบราณ ทั้งนี้จะเห็นได้จากผลงานแกะสลักลวดลายประดับอาคาร สถาปัตยกรรม เช่น ลวดลายหน้าบัน คันควย ช่อฟ้า ใบระกา บานประตูแสดงให้เห็นถึงความสามารถของช่างไทยที่มีการเรียนรู้ การถ่ายทอด และวิวัฒนาการฝีมือในการประดิษฐ์ ศิลปกรรมอันเป็นมรดกทางวัฒนธรรมสืบทอดกันมาหลายร้อยปี ซึ่งลักษณะลวดลายแกะสลักมักจะสืบทอดประเพณีนิยมโบราณ ซึ่งถือว่าเป็นศิลปะประจำชาติของไทย วัสดุงานไม้แกะสลัก วัสดุที่นิยมใช้ในการแกะสลักคือ ไม้สัก เพราะไม้สักเป็นไม้ที่ไม้แข็งจนเกินไป สามารถใช้เครื่องมือแกะสลักได้ง่าย นอกจากนี้ไม้สักยังเป็นไม้ที่ค่อนข้างจะทนต่อสภาพดินฟ้าอากาศ ไม่หดตัวมากนัก เมื่อแกะสลักจะไม่ทำให้เสียรูปทรงและยากแก่การทำลายจากการกัดกินของปลวก
ประเภทของงานแกะสลัก
ภาพลายเส้น (Engraving) ได้แก่ ประติมากรรมการแกะสลักหรือเซาะร่อง ให้เป็นเส้นมีความหนักเบาเท่ากันทุกเส้น ทั้งนี้ยังรวมไปถึงลักษณะของ "การจาร" ด้วย
การแกะสลักภาพลายเส้น เป็นการเซาะร่องตามลวดลายของเส้นให้มีความหนักเบา เท่ากันตลอดทั้งแผ่น
การแกะสลักภาพลายเส้น เป็นการเซาะร่องตามลวดลายของเส้นให้มีความหนักเบา เท่ากันตลอดทั้งแผ่น
แบบภาพนูนต่ำ (Bas reliefe) หรือที่เรียกกันในหมู่ช่างว่า ภาพหน้าจันทร์ คือ ภาพที่มองเห็นเฉพาะหน้าตรงเท่านั้น เพราะภาพจะนูนขึ้นมาเพียงเล็กน้อย
ภาพนูนต่ำ (Bas reliefe) ได้แก่ ประติมากรรมการแกะสลักที่มีลักษณะนูนออกมาจากพื้นด้านหลังหรือพื้นผิวเดิม บ้างเล็กน้อย และอาจจะแกะสลักลึกลงไปในพื้นผิววัสด (บางท่านก็๋เรียกว่า " ประติมากรรมร่องลึก")ความงามของประติมากรรมชนิดนี้จะสามารถมองเห็นเด่นชัด ส่วนร่องลึกที่แกะสลักลงไปนั้นจะเน้นเส้นที่มั่นคงแน่นอนของฝีมือผู้สร้าง สรรค์ ซึ่งจะปรากฎในประติมากรรมนูนต่ำ เช่นประติมากรรมนูนต่ำรูปหงส็องค์ปรางวัดจุฬามณี จังหวัดพิษณุโลก เป็นต้น
แบบภาพนูนสูง (Hight reliefe) หรือภาพครึ่งซีก เป็นภาพที่มองเห็นเพียงครึ่งเดียวจากภาพเต็มตัว เช่น การแกะสลักลงบนแผ่นไม้แต่มีลักษณะนูนสูงเห็นเพียงสามด้าน
ภาพนูนสูง (Hight reliefe) ได้แก่ ประติมากรรมการแกะสลักที่มีภาพนูนออกมาจากพื้นด้านหลังของำาพ ประมาณค่อนตัว ทำให้สามารถมองเห็นทั้งด้านหน้าและด้านข้าง ในการสร้างสรรค์งานประติมากรรมชนิดนี้จึงต้องทำให้เกิดความงามทั้งด้านหน้า และส่วนที่เป็นด้านข้าง เป็นภาพที่ค่อนข้าง เป็นภาพที่ค่อนข้างให้ความละเอียดมากกว่าภาพนูนต่ำ ตัวอย่างเช่น หอไตร วัด พระสิงห์วรวิหาร อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่
แบบภาพลอยตัว (Rounf reliefe) เช่น เกี่ยวกับงานปฏิมากรรม เช่น ภาพพระพุทธรูปทั้งองค์ ซึ่งสามารถมองได้ทุกด้าน
ภาพลอยตัว (Rounf reliefe) ได้แก่ ประติมากรรมการแกะสลักรูปทรงลอยตัว เป็นรูปสามมิติ หรือรูปที่สามารถมองเห็นได้รอบด้านมีความละเอียดและสมบูรณ์ มีฐานรองรับอยู่ทางท่อนล่าง การสร้างสรรค์ของช่างจึงต้องให้มีความงามทุกด้าน และจัดตั้งให้มีการทรงตัวที่ดี โดยการเฉลี่ยน้ำหนักให้ลงสู่ฐานที่ตั้ง พระพุทธรูปยืน พระพุทธรูปนั่ง รูปปั้นบุคคลสำคัญ รูปปั้นอนุสาวรีย์ต่างๆ รูปปั้นอนุสรณ์สถาน รูปปั้นคน และสัตว์ต่างๆ เป็นต้น ถ้าเป็นรูปปั้นคนอาจจะลักษณะภาพเต็มตัว หรือครึ่งตัว
ช่างแกะสลักไม้
สถาบันศิลปกร กรมศิลปากร
ส่วนช่างสิบหมู่
ส่วนช่างสิบหมู่
งานช่างแกะสลัก เป็นงานช่างไทยที่มีมาแต่โบราณ งานศิลปกรรมที่เกี่ยวกับการแกะสลักไม้มักรวมเรียกว่า เครื่องไม้จำหลัก นับว่าเป็นงานศิลป์ไทยที่อยู่เคียงคู่กับชาติไทยมาช้านาน ตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ แต่ไม้เป็นวัตถุที่เสื่อมสลายดังนั้นศิลปะที่ทำด้วยไม้ดังกล่าวจึงไม่เหลือ ให้เป็นหลักฐานในปัจจุบัน
สมัยสุโขทัย
สมัยสุโขทัย ราวพุทธศตวรรษที่ 19 – 20 งานศิลปกรรมแกะสลักปรากฏให้เห็นในลักษณะงานต่าง ๆ เช่น ใช้เป็นส่วนประกอบโบสถ์ วิหาร อาคาร สถาปัตยกรรมซึ่งมีการแกะสลัก ประดับอาคารอย่างวิจิตรงดงาม แต่ด้วยกาลเวลาล่วงเลย จึงเสื่อมสภาพ ผุพัง 1 สูญหายไป แต่ที่มีเหลือให้พอศึกษาได้ก็เห็นจะได้แก่บานประตูพระปรางค์ วัดพระศรีมหาธาตุ เมืองเชลียง อำเภอ สวรรคโลก ซึ่งขณะนี้อยู่ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ จังหวัดพิษณุโลก
สมัยสุโขทัย ราวพุทธศตวรรษที่ 19 – 20 งานศิลปกรรมแกะสลักปรากฏให้เห็นในลักษณะงานต่าง ๆ เช่น ใช้เป็นส่วนประกอบโบสถ์ วิหาร อาคาร สถาปัตยกรรมซึ่งมีการแกะสลัก ประดับอาคารอย่างวิจิตรงดงาม แต่ด้วยกาลเวลาล่วงเลย จึงเสื่อมสภาพ ผุพัง 1 สูญหายไป แต่ที่มีเหลือให้พอศึกษาได้ก็เห็นจะได้แก่บานประตูพระปรางค์ วัดพระศรีมหาธาตุ เมืองเชลียง อำเภอ สวรรคโลก ซึ่งขณะนี้อยู่ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ จังหวัดพิษณุโลก
สมัยอยุธยา
สมัยอยุธยา ราวพุทธศตวรรษที่ 20 – 30 งานศิลปกรรมแกะสลักหรือที่เรียกว่า เครื่องไม้จำหลักนี้เจริญรุ่งเรืองที่สุดแขนงหนึ่ง งานศิลปกรรมแกะสลักในสมัยอยุธยานี้ยังคงเหลือตกทอดมาในปัจจุบันอยู่บ้าง เช่น บานประตูโบสถ์ วิหารจำหลักสังเค็ค ธรรมาสน์ ตู้ใส่หนังสือพระไตรปิฏก งานแกะสลักในสมัยอยุธยาไม่ได้ทำเฉพาะประเภทประดับตกแต่งเท่านั้น ยังคิดทำพระพุทธรูปไม้อีกด้วย ซึ่งงานแกะสลักไม้ให้เป็นพระพุทธรูปนั้น เรียกว่าเป็นปฏิมากรรมลอยตัว ซึ่งนับว่างดงามมากชิ้นหนึ่ง ในสมัยอยุธยา คือ ครุฑโขน หรือหัวเรือพระที่นั่ง ปัจจุบันตั้งแสดงอยู่ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เจ้าสามพระยา 2
1. ศิลปากร กรม, ศิลปวัฒนธรรม เล่น 5, (กรุงเทพ : พิฆเณศ, 2525) , หน้า 130
2. เรื่องเดียวกัน หน้า 130
สมัยอยุธยา ราวพุทธศตวรรษที่ 20 – 30 งานศิลปกรรมแกะสลักหรือที่เรียกว่า เครื่องไม้จำหลักนี้เจริญรุ่งเรืองที่สุดแขนงหนึ่ง งานศิลปกรรมแกะสลักในสมัยอยุธยานี้ยังคงเหลือตกทอดมาในปัจจุบันอยู่บ้าง เช่น บานประตูโบสถ์ วิหารจำหลักสังเค็ค ธรรมาสน์ ตู้ใส่หนังสือพระไตรปิฏก งานแกะสลักในสมัยอยุธยาไม่ได้ทำเฉพาะประเภทประดับตกแต่งเท่านั้น ยังคิดทำพระพุทธรูปไม้อีกด้วย ซึ่งงานแกะสลักไม้ให้เป็นพระพุทธรูปนั้น เรียกว่าเป็นปฏิมากรรมลอยตัว ซึ่งนับว่างดงามมากชิ้นหนึ่ง ในสมัยอยุธยา คือ ครุฑโขน หรือหัวเรือพระที่นั่ง ปัจจุบันตั้งแสดงอยู่ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เจ้าสามพระยา 2
1. ศิลปากร กรม, ศิลปวัฒนธรรม เล่น 5, (กรุงเทพ : พิฆเณศ, 2525) , หน้า 130
2. เรื่องเดียวกัน หน้า 130
สมัยรัตนโกสินทร์
สมัยรัตนโกสินทร์ ศิลปะสมัยนี้สร้างสรรค์ขึ้นจากช่างกรุงศรีอยุธยา จึงนับได้ว่าเป็นศิลปะไม้แกะสลักที่สืบทอดศิลปะสมัยอยุธยาโดยตรง ฝีมือแกะสลักก็เป็นแบบสมัยอยุธยา ไม่ว่าจะเป็นหนเาบันไม้แกะสลักรูปเทพนม คันทวย ช่อฟ้า ใบระกา ซึ่งงดงามตามแบบศิลปกรรมไทยในสมัยอยุธยาทั้งสิ้น จะดูผลงานได้จากพระมหาประสาทราชวังที่สร้างในสมัยรัชกาลที่ 1 วัดพระศรีรัตนศาสดาราม วัดพระเชตุพนฯ. และยังมีพระเครื่องพระราชยานที่สร้างในสมัยรัตนโกสินทร์อีกเป็นจำนวนมาก ได้แก่ เรือพระราชพิธี และพระราชยานที่อยู่ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ นับว่าเป็นศิลปะงานไม้แกะสลักที่เฟื่องฟูรุ่งเรืองมากในยุครัตนโกสินทร์ตอนต้น จากการเปรียบเทียบของผู้เขียนที่ได้ศึกษาลักษณะการแกะสลักลวดลายในสมัยอยุธยานั้น จะเห็นได้ว่า ลวดลายแกะสลักไม้ศิลปะสมัยอยุธยานั้น จะละเอียดและอ่อนช้อยในการแกะสลักตัวกระหนก และกระจังปฏิญาณ ลักษณะการแกะสลักและปาดตัวลาย จะเป็นการปาดแกะแรตัวลาย เป็นการแกะแบบปาดแบบช้อนลายและการแกะปาดแบบลบหลังลายร่วมกัน เส้นแรตัวลายจะมีลักษณะโอบอุ้มกอดกันเป็นชั้น เช่นกระจังปฏิญาณที่หรากฏบนสังเค็คที่ศาลาการเปรียญหลังเก่าที่วัดเชิงท่า จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และบ่านประตูไม้แกะสลักที่วัดหน้าพระเมรุและวัดพนัยเชิง ซึ่งลักษณะลวดลายการแกะสลักคล้ายกับแกะสลักเป็นลายก้านขดการปากตัวลายจะปาดแบบช้อนลาย และลบหลังลายร่วมกัน ดูเหมือนว่าใบจะก้านเหมือนเถาวัลย์พันเกี่ยวกัน
สมัยรัตนโกสินทร์ ศิลปะสมัยนี้สร้างสรรค์ขึ้นจากช่างกรุงศรีอยุธยา จึงนับได้ว่าเป็นศิลปะไม้แกะสลักที่สืบทอดศิลปะสมัยอยุธยาโดยตรง ฝีมือแกะสลักก็เป็นแบบสมัยอยุธยา ไม่ว่าจะเป็นหนเาบันไม้แกะสลักรูปเทพนม คันทวย ช่อฟ้า ใบระกา ซึ่งงดงามตามแบบศิลปกรรมไทยในสมัยอยุธยาทั้งสิ้น จะดูผลงานได้จากพระมหาประสาทราชวังที่สร้างในสมัยรัชกาลที่ 1 วัดพระศรีรัตนศาสดาราม วัดพระเชตุพนฯ. และยังมีพระเครื่องพระราชยานที่สร้างในสมัยรัตนโกสินทร์อีกเป็นจำนวนมาก ได้แก่ เรือพระราชพิธี และพระราชยานที่อยู่ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ นับว่าเป็นศิลปะงานไม้แกะสลักที่เฟื่องฟูรุ่งเรืองมากในยุครัตนโกสินทร์ตอนต้น จากการเปรียบเทียบของผู้เขียนที่ได้ศึกษาลักษณะการแกะสลักลวดลายในสมัยอยุธยานั้น จะเห็นได้ว่า ลวดลายแกะสลักไม้ศิลปะสมัยอยุธยานั้น จะละเอียดและอ่อนช้อยในการแกะสลักตัวกระหนก และกระจังปฏิญาณ ลักษณะการแกะสลักและปาดตัวลาย จะเป็นการปาดแกะแรตัวลาย เป็นการแกะแบบปาดแบบช้อนลายและการแกะปาดแบบลบหลังลายร่วมกัน เส้นแรตัวลายจะมีลักษณะโอบอุ้มกอดกันเป็นชั้น เช่นกระจังปฏิญาณที่หรากฏบนสังเค็คที่ศาลาการเปรียญหลังเก่าที่วัดเชิงท่า จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และบ่านประตูไม้แกะสลักที่วัดหน้าพระเมรุและวัดพนัยเชิง ซึ่งลักษณะลวดลายการแกะสลักคล้ายกับแกะสลักเป็นลายก้านขดการปากตัวลายจะปาดแบบช้อนลาย และลบหลังลายร่วมกัน ดูเหมือนว่าใบจะก้านเหมือนเถาวัลย์พันเกี่ยวกัน
แต่ถ้าเปรียบเทียบลักษณะการแกะสลักบานประตูสมัยสุโขทัย ทวารบาลของวัดพระศรีมหาธาตุเมืองเชลียง อำเภอสวรรคโลก ที่อยู่ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ จังหวัดพิษณุโลก กับทวารบาล วัดพระศรีสรรเพชญ ศิลปะสมัยอยุธยา จะเห็นได้ว่า ศิลปะสมัยสุโขทัยจะอ่อนช้อยในเรื่องของเส้น รูปทรง ลีลา และสัดส่วนที่งดงาม ส่วนศิลปะสมัยอยุธยานั้นจะเน้นทางด้านเครื่องทรง แต่ลักษณะรูปทรงสัดส่วนและลีลาท่าทางดูจะเข็งกว่า ทวารบาลของสมัยสุโขทัยดูจะอ่อนช้อยนุ่มนวลกว่ามาก
ถ้าจะเปีรยบเทียบลวดลายศิลปะสมัยอยุธยาตอนปลาย กันศิลปะสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น จะเห็นได้ว่ามีลักษณะทางด้านฝีมือจะใกล้เคียงกัน ไม่ว่าจะเป็นการปาด การแกะแรตัวลาย
ช่างแกะสลัก ก็คือ ช่างที่มีความรู้ ความสามารหถในการออกแบบลวดลายและสามารถถ่ายทอดรูปแบบทีหลังและลวดลายนั้นด้วยการใช้เครื่องมือและชองมีคมแกะสลักลงบนเนื้อวัสดุ เช่นไม้ หิน โลหะ เขาสัตว์ และบนวัสดุของอ่อน เช่น ผลไม้ หรือหัวของพืช ทำให้เกิดลวดลายและภาพมีแสงเงา และระยะเกิดความสูงต่ำภายในภาพ ซึ่งสามารถสัมผัสได้ด้วยมือและสายตา เป็นภาพสามมิติ อีกทั้งช่างจะต้องมีความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องตัวลายและภาพจึงจะสามารถทำการแกะสลักไม้เพราะการแกะสลักนั้นคือกระบวนการที่ช่างต้องใช้เครื่องมือทำการ ขุด ตัด ทอน แล้วแกะเอาเนื้อวัสดุนั้นออก ซึ่งช่างจะต้องใช้ความประณีต อีกทั้งต้องมีความรู้ลักษณะของเนื้อวัสดุ เช่น ทางของเนื้อไม้ อีกทั้งยังต้องรู้เทคนิคและวิธีการใช้เครื่องมือ เพื่อเวลาแกะสลักไม้จะได้ไม้บิ่นและหลุด และช่างควรรู้วิธีการประดิษฐ์เครื่องมือคือ สิ่วและลับให้คมอยู่เสมอ เพื่อเวลาแกะสลักจะทำให้งานที่ออกมานั้นมีความสวยงาม เพราะคมสิ่วประกอบกับความสามารถในฝีมือช่าง
ในสมัยโบราณ วัดบางวัดเป็นแหล่งผลิตช่างแกะสลักที่ได้ทิ้งผลงานไว้ให้กล่าวถึงฝีมือช่างที่มีช่างที่ได้ฝึกฝนมาจากวัดนั้น ๆ ซึ่งจะดูได้จากการแกะสลักลวดลาย หน้าบันต่าง ๆ ในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม ล้วนเป็นผลงานต้นสมัยรัตนโกสนิทร์ ซึ่งได้รับการบูรณะให้คงสภาพเดิมจนตราบเท่าทุกวันนี้
ลักษณะงานช่างแกะสลัก เป็นงานศิลปกรรมอย่างหนึ่ง ซึ่งเรียกว่า งานช่างแกะสลัก เป็นงานช่างฝีมือซึ่งต้องใช้ความชำนาญเฉพาะตัว จะต้องใช้ความประณีต โดยช่างจะต้องถ่ายทอดรูปแบบและลวดลายลงบนวัสดุ ด้วยการใช้สิ่วที่ทำจากโลหะ เหล็กกล้าที่แข็งและเหนียวทำให้เกิดความคมด้วยการตี การเจียรแล้วตกแต่งให้เป็นสิ่วหน้าตรง หน้าโค้ง ขนาดต่าง ๆ และฆ้อนไม้เป็นเครื่องมือในการแกะสลัก สามารถสื่อความรู้สึกได้ด้วยการสัมผัสด้วยมือและด้วยสานตา ซึ่งต้องอาศัยการใช้เครื่องมือให้เป็น ซึ่งการแกะสลักให้ได้ดีนั้นจะต้องรู้จักการใช้สิ่วและฆ้อน ลักษณะงานช่างแกะสลักแต่ละชิ้นนั้น เช่น การแกะสลักพระพุทธรูปก็เห็นว่าเป็นลักษณะของแกะสลักแบบปฏิมากรรมลอยตัว
งานช่างมุก
สถาบันศิลปกร กรมศิลปากร
ส่วนช่างสิบหมู่
ส่วนช่างสิบหมู่
งานช่างมุก เป็นงานประณีตศิลป์ชั้นเยี่ยมแขนงหนึ่งที่มีปรากฏการสร้างสรรค์งานแขนงนี้เพียงไม่กี่ประเทศในโลก ที่มีชื่อเสียงมากก็เป็นประเทศแถบเอเชียได้แก่ประเทศจีน , เวียดนาม , ญี่ปุ่น และไทย ซึ่งมีวิธีการสร้างงานที่แตกต่างกันบ้างในขั้นตอนขบวนการผลิตของแต่ละประเทศและไม่สามารถทราบได้ว่าประเทศใดเป็นต้นแบบการสร้างงานแขนงนี้เป็นครั้งแรกของโลก สำหรับประวัติความเป็นมาของงานช่างมุกในประเทศไทยมีเช่นไรต้องศึกษาจากชิ้นผลงานที่เก่าแก่ที่สุดได้แก่บานประตูประดับมุกสมัยอยุธยาในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร ซึ่งสร้างสรรค์ขึ้นในสมัยกรุงศรีอยุธยาสมัยของสมเด็จพระเจ้าบรมโกศ การสร้างสรรค์งานประเภทนี้มักนิยมสร้างเพื่อสนองต่อสถาบันพระพุทธศาสนาและพระมหากษัตริย์เพราะถือว่าเป็นงานปราณีตศิลป์อันล้ำค่าต้องใช้งบประมาณสูงและฝีมือช่างชั้นยอด ตัวอย่างชิ้นผลงานเช่น บานประตูและบานหน้าต่างประดับมุกของพระอุโบสถ,วิหาร,ปราสาท,พระราชวังเป็นต้น อีกทั้งเครื่องใช้ของพระภิกษุสงฆ์,องค์พระมหากษัตริย์และขุนนางเชื้อพระวงศ์ผู้สูงศักดิ์ ตัวอย่างชิ้นผลงานเช่น พาน,ตะลุ่ม,พานแว่นฟ้า,หีบ,กล่องและตู้พระธรรมเป็นต้น
วัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ในงานช่างมุกไทย
- เปลือกหอย จะต้องเป็นเปลือกหอยชนิดที่มีไฟคือมีการสะท้อนแสงออกเป็นสีรุ้งแวววาว เช่น หอยอูด(หอยมุกไฟ) , หอยนมสาว , หอยเป๋าฮื้อและหอยมุกจานเป็นต้น ซึ่งล้วนแต่เป็นหอยได้จากทะเล และมีหอยน้ำจืดบางชนิดเท่านั้นที่สามารถนำมาใช้งานได้ได้แก่หอยกาบ
- ยางรัก และ สมุก(ถ่านจากกะลามะพร้าวบดละเอียด) ผสมกันเรียกรักสมุกใช้ทำพื้น,ประดับลายและถมพื้น
- หุ่น คือชิ้นงานที่จะประดับมุก โดยมากสร้างขึ้นจากไม้หรือหวายโดยการสานขึ้นหุ่นหรือขึ้นรูปด้วยขบวนการช่างไม้ – โครงเลื่อยฉลุของช่างทอง,ใบเลื่อยฉลุไม้,ตะไบ,คีมปากจิ้งจก,ปากคีบ.กระดาษทรายและกาว
- มอเตอร์หินเจียร,เครื่องขัดไฟฟ้า
- ยางรัก และ สมุก(ถ่านจากกะลามะพร้าวบดละเอียด) ผสมกันเรียกรักสมุกใช้ทำพื้น,ประดับลายและถมพื้น
- หุ่น คือชิ้นงานที่จะประดับมุก โดยมากสร้างขึ้นจากไม้หรือหวายโดยการสานขึ้นหุ่นหรือขึ้นรูปด้วยขบวนการช่างไม้ – โครงเลื่อยฉลุของช่างทอง,ใบเลื่อยฉลุไม้,ตะไบ,คีมปากจิ้งจก,ปากคีบ.กระดาษทรายและกาว
- มอเตอร์หินเจียร,เครื่องขัดไฟฟ้า
ขั้นตอนการปฏิบัติงานช่างมุก
1. ขั้นเตรียมวัสดุอุปกรณ์ ได้แก่
การเตรียมเปลือกหอย
• การเตรียมเปลือกหอยคือการนำเปลือกหอยมาขัดเจียรเพื่อไล่หินปูนที่เกาะผิวนอกออกให้หมดให้ถึงชั้นที่ใช้งาน
• แล้วทำการตัดแบ่งชิ้นมุกให้มีขนาดเหมาะสมแก่การใช้งาน
• สุดท้ายขัดแต่งชิ้นมุกให้มีความหนาบางสม่ำเสมอกันเหมาะแก่การนำไปใช้งาน การเตรียมพื้นหุ่น
• การขัดแต่งผิวให้ได้ระนาบ
• รองพื้นด้วยรักสมุกให้เรียบพอเหมาะสะดวกแก่การประดับลาย ข้อสำคัญถ้าหุ่นเป็นประเภทมีเหลี่ยมมุมมากๆเช่นตะลุ่มหรือเตียบจะต้องขัดแต่งให้เหลี่ยมมุมที่จะประดับลายเหมือนๆกันให้มีขนาดใกล้เคียงกันเพื่อสะดวกในการประดับลาย
การเตรียมเปลือกหอย
• การเตรียมเปลือกหอยคือการนำเปลือกหอยมาขัดเจียรเพื่อไล่หินปูนที่เกาะผิวนอกออกให้หมดให้ถึงชั้นที่ใช้งาน
• แล้วทำการตัดแบ่งชิ้นมุกให้มีขนาดเหมาะสมแก่การใช้งาน
• สุดท้ายขัดแต่งชิ้นมุกให้มีความหนาบางสม่ำเสมอกันเหมาะแก่การนำไปใช้งาน การเตรียมพื้นหุ่น
• การขัดแต่งผิวให้ได้ระนาบ
• รองพื้นด้วยรักสมุกให้เรียบพอเหมาะสะดวกแก่การประดับลาย ข้อสำคัญถ้าหุ่นเป็นประเภทมีเหลี่ยมมุมมากๆเช่นตะลุ่มหรือเตียบจะต้องขัดแต่งให้เหลี่ยมมุมที่จะประดับลายเหมือนๆกันให้มีขนาดใกล้เคียงกันเพื่อสะดวกในการประดับลาย
2. ออกแบบลาย ควรออกแบบลายให้เหมาะสมแก่ชิ้นงานแต่ละชนิดและจะต้องเข้าใจลักษณะของลายประดับมุกคือตัวลายมุกจะต้องถูกแบ่งออกจากกันเป็นตัวๆ เนื่องจากเปลือกหอยมุกส่วนใหญ่มีความโค้งไม่สามารถนำลายชิ้นมุกที่โค้งมาวางประดับบนพื้นงานที่เป็นระนาบเรียบๆได้จำต้องแบ่งตัวลายออกเป็นชิ้นเล็กๆ สั้นๆจึงจะสามารถประดับลายได้สะดวก เมื่อได้ลวดลายที่ต้องการแล้วนำมาคัดลอกหรือถ่ายเอกสารไว้ประมาณ 3 – 4 แบบสำหรับใช้งานดังนี้
• แบบที่หนึ่งเป็นแบบใช้ตรวจทานความเรียบร้อยในการประดับลายมุก
• แผ่นที่สองเป็นแบบสำหรับผนึกลงบนผิวชิ้นมุกเพื่อโกรกฉลุลาย
• แผ่นที่สาม สำหรับนำชิ้นลายมุกที่ฉลุและขัดแต่งขอบลายแล้วมาผนึกลงบนแบบด้วยกาวน้ำเพื่อรอการประดับบนพื้นงานจริง,ป้องกันการสับสนหลงลายและสูญหายเนื่องจากมีจำนวนชิ้นลายมากและขนาดเล็ก เมื่อเตรียมลายเรียบร้อยแล้วทำการผนึกลงบนผิวชิ้นมุกเพื่อโกรกฉลุลายต่อไป
• แบบที่หนึ่งเป็นแบบใช้ตรวจทานความเรียบร้อยในการประดับลายมุก
• แผ่นที่สองเป็นแบบสำหรับผนึกลงบนผิวชิ้นมุกเพื่อโกรกฉลุลาย
• แผ่นที่สาม สำหรับนำชิ้นลายมุกที่ฉลุและขัดแต่งขอบลายแล้วมาผนึกลงบนแบบด้วยกาวน้ำเพื่อรอการประดับบนพื้นงานจริง,ป้องกันการสับสนหลงลายและสูญหายเนื่องจากมีจำนวนชิ้นลายมากและขนาดเล็ก เมื่อเตรียมลายเรียบร้อยแล้วทำการผนึกลงบนผิวชิ้นมุกเพื่อโกรกฉลุลายต่อไป
3. โกรกฉลุลาย โดยใช้โครงเลื่อยฉลุเลื่อยลายออกเป็นตัวๆ นำชิ้นลายแต่ละตัวมาขัดแต่งขอบลายเพื่อลบคลองเลื่อยและทำให้ลายสวยงามตามที่ออกแบบไว้ด้วยตะไบขนาดต่างๆและกระดาษทราย นำลายที่ขัดแต่งขอบไปผนึกบนแบบลายที่เตรียมไว้เพื่อรอการประดับจริงบนชิ้นงาน
4. ประดับลาย คัดลอกลายลงบนชิ้นงานโดยวิธีลูบฝุ่นโรยลายแบบช่างลายรดน้ำ ถอดลายมุกจากแผ่นแบบทีละตัวนำมาผนึกลงบนชิ้นงานในตำแหน่งที่ถูกต้องของตัวลายโดยใช้ยางรักและรักสมุกเป็นตัวประสาน ทำการประดับลายจนครบทิ้งให้ยางรักแห้งสนิททายางรักเคลือบทับหน้าอีกชั้นเพื่อประสานลายมุกให้ติดสนิทกับพื้นชิ้นงานยิ่งขึ้นก่อนถมลาย
5. ถมลายด้วยรักสมุก หลังจากยางรักแห้งสนิทนำยางรักมาผสมกับสมุกให้เหนียวพอดีนำรักสมุกมาถมลงร่องระหว่างตัวลายมุกให้มีปริมาณครึ่งหนึ่งของร่องลายให้ทั่วทั้งชิ้นงานทิ้งให้แห้งสนิทดำเนินการถมรักสมุกรอบต่อไปอีกสองถึงสามชั้นตามกรรมวิธีเดิมจนเต็มร่องลายทิ้งให้แห้งสนิททุกครั้งก่อนถมชั้นต่อไป (ยางรักจะแห้งสนิทใช้เวลา 5 ถึง7วันต่อครั้ง)
6. ขัดแต่งผิวหน้าชิ้นงาน เมื่อยางรักแห้งสนิททำการขัดแต่งผิวหน้าชิ้นงานด้วยหินกากเพชรและกระดาษทรายขนาดความหยาบต่างๆกัน ขัดจนปรากฏลายมุกใช้กระดาษทรายละเอียดขัดแต่งให้เรียบและปรากฏลายมุกอย่างครบสมบูรณ์ทั่วทั้งชิ้นงาน
7. ขัดมัน โดยใช้ใบตองแห้งฉีกเป็นฝอยชุบน้ำมันมะพร้าวเล็กน้อยขัดถูผิวชิ้นงานพร้อมโรยผงสมุกชนิดละเอียด ขัดให้เกิดความร้อนนานๆด้วยมือผิวชิ้นงานจะค่อยๆเป็นมันขึ้นตามธรรมชาติโดยไม่ต้องใช้น้ำมันเคลือบเงา
งานช่างมุกเป็นงานที่มีขั้นตอนและขบวนการผลิตที่ละเอียดอ่อนและประณีตบรรจงมาก เป็นงานศิลปกรรมที่ทรงคุณค่าคู่แผ่นดินไทยมานานแสนนาน ดังนั้นเราจึงควรสืบทอดและอนุรักษ์งานช่างแขนงนี้ไว้ให้อยู่คู่ความเป็นไทยตลอดไป
http://siamwoodcarving.com/thai-art-and-culture/269/ งานช่างมุกเป็นงานที่มีขั้นตอนและขบวนการผลิตที่ละเอียดอ่อนและประณีตบรรจงมาก เป็นงานศิลปกรรมที่ทรงคุณค่าคู่แผ่นดินไทยมานานแสนนาน ดังนั้นเราจึงควรสืบทอดและอนุรักษ์งานช่างแขนงนี้ไว้ให้อยู่คู่ความเป็นไทยตลอดไป
